พบกับ 7 เทคนิค Merchandising เพื่อเพิ่มการมองเห็นสินค้าและยอดขายให้ร้านค้าในประเทศไทย
เนื้อหาต่อเนื่องจากตอนที่ 1 ในตอนที่ 1 เราได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์และความสำคัญของรีเทลเมอร์แชนไดซิง ความท้าทายที่ผู้ประกอบการค้าปลีกมักเผชิญ รวมถึงองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการในการสร้างพื้นที่ขายที่มีประสิทธิภาพ
หากยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 สามารถอ่านได้ที่นี่: Merchandising สำหรับธุรกิจค้าปลีก เพื่อเพิ่มยอดขาย | AJIS
7 เทคนิคด้าน Merchandising สำหรับธุรกิจค้าปลีกที่นำไปใช้ได้ทันที
1. สร้างร้านค้าที่เข้าถึงง่ายและสะดวกต่อการเลือกซื้อสินค้า
จัดให้มีพื้นที่ทางเดินเพียงพอ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินเลือกซื้อสินค้าภายในร้านได้อย่างสะดวกสบาย ควรจัดวางสินค้าให้ชัดเจนตามหมวดหมู่อย่างชัดเจน โดยอาจแบ่งตามประเภท แบรนด์ ขนาด หรือเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวข้อง ลูกค้าควรสามารถค้นหาตำแหน่งของสินค้าได้โดยไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานหรือขอความช่วยเหลือจากพนักงาน การจัดผังร้านที่ชัดเจนและเข้าถึงง่ายช่วยยกระดับประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้า และกระตุ้นให้ลูกค้าสำรวจพื้นที่และสินค้าในส่วนต่าง ๆ ของร้านมากขึ้น
2. ใช้ประโยชน์จากGolden Zone อย่างมีประสิทธิภาพ
Golden Zone คือพื้นที่บนชั้นวางที่ลูกค้ามองเห็นและหยิบจับได้ง่าย ควรจัดวางสินค้าใหม่ สินค้าที่ต้องการส่งเสริมการขาย และสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงไว้ในบริเวณที่มองเห็นได้ชัดเจนนี้ตามความเหมาะสม
โดยทั่วไป Golden Zone สำหรับลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่จะอยู่สูงจากพื้นประมาณ 75-135 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม ความสูงของชั้นวางที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หมวดหมู่สินค้า และรูปแบบของร้านค้า
3. จัดวางสินค้าที่ใช้ร่วมกันมาจัดแสดง (Display) ไว้ด้วยกัน
ควรจัดวางสินค้าที่เกี่ยวข้องกันไว้ใกล้กัน เพื่อช่วยให้ลูกค้านึกถึงสินค้าอื่นๆเพิ่มเติม และส่งเสริมการขายสินค้าร่วมกัน โดยสามารถจัดแสดง (Display)สินค้าตามฤดูกาล วัตถุประสงค์การใช้งาน หรือสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน แนวทางนี้ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าสินค้าต่างๆสามารถใช้ร่วมกันอย่างไร ตัวอย่างเช่น การจัดกลุ่มสินค้าตามงานภายในบ้านหรือความต้องการเฉพาะของลูกค้า สามารถให้แนวคิดในการเลือกซื้อสินค้า พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้าเพิ่มเติมได้อีกด้วย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ Merchandising ของเรา โปรดดูหน้าด้านล่าง
👉 กระบวนการจัดการสินค้า – AJIS Thailand
4. สร้างพื้นที่ดึงดูดลูกค้า
สามารถจัดวางสินค้ายอดนิยม สินค้าส่งเสริมการขาย และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันไว้ด้านในสุดของร้านหรือบริเวณปลายทางของเส้นทางหลักของลูกค้า พื้นที่เหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนจุดดึงดูด ที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเดินผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ของร้านมากขึ้น ระหว่างที่ลูกค้าเดินไปบริเวณที่จัดวางสินค้าเหล่านี้ ลูกค้าจะได้เห็นสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น จึงช่วยเพิ่มโอกาสในการค้นพบสินค้าใหม่และการซื้อสินค้าเพิ่มเติม
5. ปรับเปลี่ยนการจัดแสดง (Display) สินค้าให้สอดคล้องกับฤดูกาลและเทศกาล
รวบรวมและจัดแสดงสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการตามฤดูกาล ช่วงเทศกาล และกิจกรรมสำคัญในท้องถิ่น
ในประเทศไทย ผู้ค้าปลีกอาจวางการจัดจำหน่ายและจัดแสดงสินค้าให้สอดคล้องกับโอกาสต่าง ๆ เช่น เทศกาลตรุษจีน เทศกาลสงกรานต์ ช่วงเปิดภาคเรียน ช่วงปลายปีและเทศกาลปีใหม่ รวมถึงแคมเปญส่งเสริมการขายครั้งสำคัญตามความเหมาะสม ร้านค้าสามารถเริ่มนำสินค้าตามฤดูกาลเข้ามาจัดแสดงล่วงหน้าประมาณ2-3เดือน การเริ่มต้นล่วงหน้าจะช่วยสร้างการรับรู้ให้แก่ลูกค้า และช่วยทำให้ร้านค้าสามารถปรับตัวให้สอดคล้องต่อแนวโน้มการซื้อในช่วงแคมเปญได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. สื่อสารคุณค่าของสินค้าด้วยสื่อ ณ จุดขาย (POP) อย่างมีประสิทธิภาพ
สื่อ ณ จุดขายควรสื่อสารข้อมูลมากกว่าราคาสินค้า โดยใช้ข้อความที่กระชับเพื่ออธิบายประโยชน์ที่ชัดเจนสำหรับลูกค้า เช่น ช่วยประหยัดเวลา เพิ่มความสะดวก หรือทำให้งานต่างๆง่ายขึ้น ควรติดตั้งสื่อ POP ให้สอดคล้องกับทิศทางการเดินของลูกค้าและอยู่ในระดับสายตาที่มองเห็นได้ง่าย รวมทั้งใช้ข้อความที่สามารถอ่านและเข้าใจได้ง่ายภายในไม่กี่วินาที การสื่อสารที่ชัดเจนและเน้นประโยชน์ของสินค้าช่วยให้ลูกค้าเปรียบเทียบสินค้าและตัดสินใจซื้อได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
7. ใช้ข้อมูลเพื่อวัดและปรับปรุงประสิทธิภาพ
ตรวจสอบผลการขายทั้งก่อนและหลังการปรับเปลี่ยนการจัดแสดงสินค้า ผู้ค้าปลีกควรติดตามผลการขาย อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง ระดับสินค้าขาดสต็อก ปริมาณสินค้าคงคลังส่วนเกิน ความพร้อมจำหน่ายของสินค้า ตลอดจนยอดขายแยกตามสินค้าหรือหมวดหมู่
การนำข้อมูลจากระบบขายหน้าร้าน (POS) มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสินค้าคงคลัง จะช่วยให้ผู้ค้าปลีกสามารถประเมินได้ว่าการปรับเปลี่ยนการจัดแสดงสินค้าบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่
การดำเนินงานตามกระบวนการ วางแผน-ปฏิบัติ-ตรวจสอบ-ปรับปรุง (Plan-Do-Check-Act: PDCA)อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ร้านค้าสามารถปรับปรุงการดำเนินงานโดยอ้างอิงจากข้อมูลและหลักฐาน แทนที่จะพึ่งพาเฉพาะประสบการณ์หรือสัญชาตญาณของพนักงานเท่านั้น
ยกระดับการดำเนินงานภายในร้านด้วยบริการ Merchandising จากผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ค้าปลีกที่มีบุคลากรไม่เพียงพอหรือขาดความรู้เฉพาะทาง อาจพิจารณาใช้บริการ Merchandising จากผู้ให้บริการภายนอก โดยบริการ Merchandising ของ AJIS Group สามารถสนับสนุนกิจกรรมต่างๆภายในร้านได้หลากหลาย ได้แก่
- การเติมสินค้า
- การจัดหน้าสินค้าและจัดเรียงสินค้าให้เป็นระเบียบ
- การปรับเปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงสินค้า(Display)
- การดำเนินงานตามแผนผังการจัดเรียงสินค้า
- การดำเนินงานด้านการจัดแสดงสินค้าเพื่อส่งเสริมการขาย
- การวิเคราะห์ข้อมูลสินค้าคงคลังและข้อมูลจากระบบขายหน้าร้าน (POS)
การจ้างผู้ให้บริการภายนอกดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ ช่วยให้พนักงานประจำร้านค้าสามารถมุ่งเน้นไปที่หน้าที่หลัก เช่น การบริการลูกค้า การสนับสนุนการขาย และการวิเคราะห์ลูกค้า นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ค้าปลีกกำหนดมาตรฐานด้าน Merchandisingในหลายสาขาได้อย่างสม่ำเสมอ และวางระบบการดำเนินงานร้านค้าที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างยั่งยืน
บทสรุป
Merchandising สำหรับธุรกิจค้าปลีกส่งผลโดยตรงต่อยอดขาย ความพึงพอใจของลูกค้า ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานของร้านค้า ผู้ค้าปลีกควรเริ่มต้นด้วยการทบทวนองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้านได้แก่ ผังร้าน การจัดแสดง (Display)สินค้า และการส่งเสริมการขายภายในร้าน
แนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เช่น การใช้พื้นที่Golden Zone ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การจัดแสดง (Display)สินค้าที่ใช้ร่วมกันไว้ใกล้กัน การสร้างพื้นที่ดึงดูดลูกค้า การปรับเปลี่ยนการจัดแสดงสินค้าตามฤดูกาล การพัฒนาการสื่อสารผ่านสื่อ ณ จุดขาย (POP) และการใช้ข้อมูลยอดขาย ล้วนช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของร้านได้
การจัดเรียงสินค้าในร้านค้าปลีกไม่ควรถูกมองว่าเป็นโครงการที่ดำเนินการเพียงครั้งเดียว ผู้ค้าปลีกควรวัดผลและปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตของยอดขายอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งลดผลกระทบจากข้อจำกัดด้านกำลังคนและการพึ่งพาความรู้เฉพาะบุคคลของพนักงาน
บทความนี้เป็นตอนที่ 2 ของซีรีส์ อ่านตอนที่ 1 ได้ที่นี่ : Merchandising สำหรับธุรกิจค้าปลีก เพื่อเพิ่มยอดขาย | AJIS
บทความที่เกี่ยวข้อง
มาพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการด้านการตรวจนับสินค้าคงคลังและการบริหารจัดการร้านค้าของคุณ หากยังไม่แน่ใจว่าบริการของเราเหมาะกับธุรกิจของคุณหรือไม่ หรือต้องการทราบค่าใช้จ่ายโดยประมาณ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในขั้นตอนใด โปรดติดต่อ AJIS เพื่อพูดคุยเบื้องต้นได้เสมอ
👉 ติดต่อ AJIS Thailand เพื่อขอคำปรึกษาหรือใบเสนอราคาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

บรรณาธิการ: AJIS Group
AJIS Group เป็นกลุ่มบริษัทระดับโลกที่นำโดย AJIS Co., Ltd. ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการชั้นนำด้านการตรวจนับสินค้าคงคลังและบริการสนับสนุนธุรกิจค้าปลีกในประเทศญี่ปุ่น โดยกลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจในสหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
ด้วยประสบการณ์การให้บริการแก่บริษัทมากกว่า 3,000 แห่ง และการสนับสนุนร้านค้าสะสมรวมมากกว่าหนึ่งล้านร้านต่อปี AJIS Group มีส่วนช่วยในการแก้ไขความท้าทายที่หลากหลายในอุตสาหกรรมค้าปลีกและการกระจายสินค้า บริการของกลุ่มบริษัทครอบคลุมถึงการตรวจนับสินค้าคงคลัง การสนับสนุนการดำเนินงานร้านค้า การปรับปรุงพื้นที่ขาย และการสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการขาย
ด้วยการให้บริการเชิงปฏิบัติที่ปรับให้เหมาะสมกับลักษณะตลาดของแต่ละประเทศและภูมิภาค AJIS Group มีส่วนช่วยในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของร้านค้า และเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่ขาย

